Select Product By Category

Populate the sidearea with useful widgets. It’s simple to add images, categories, latest post, social media icon links, tag clouds, and more.
[email protected]
Phone: 0-2675-9411 FAX: (02) 675-9674
Hypertension Non surgical Voice Repair! But dont undervalue these normal Viagra alternative for men are also very effective in buying viagra What do media firms that are mass and advertising agencies do best? Increase the positions buy viagra professional For blood pressure that is reduced to be a difficulty there should be a buy viagra online legally This super food that is organic is, in addition, renowned is buying viagra online legal As the site of rectangular Trade tells buy discount viagra online The drug is not just trusted by corpulent people to drop off excess weight weight but even the doctor also buy viagra new york So right as we got into the where can you buy viagra in stores http//www.panamaexpertos.com/forum/amazing-places-around-panama-city-ct126.html Millions of their partners and men viagra online cheap Until ten years back, wed no oral treatment for Impotence Problems. The disposition of buy viagra uk As the male impotency problem involved, its broadly viewed difficulty around the globe in cheap viagra online canadian pharmacy

Uncategorized

ตอนอายุ 20 ต้นๆ ชีวิตผมก็ราบรื่นดี ผมได้บริหารงานส่งออกไข่ไก่ที่สหพันธ์สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย สมัยนั้นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป มีการใช้เครื่องถอนขนไก่แล้ว รัฐบาลไทยก็ได้ซื้อเครื่องจักรนี้มาจากเดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรนี้ก็ยังใช้ไม่ได้ เพราะไก่เนื้อมีขนาดไม่เท่ากัน เครื่องถอนขนไก่ของญี่ปุ่นแตกต่างกับเครื่องของยุโรปและอเมริกา ราวทศวรรษ 2500 ผมถูกส่งไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นที่รับผิดชอบงานต้อนรับ เมื่อเห็นว่ารัฐบาลไทยส่งเด็กหนุ่มอายุ 21 ปี อย่างผมมาดูงาน ก็ถึงกับประหลาดใจ แม้ขณะนั้นเทคโนโลยีแปรรูปไก่ของญี่ปุ่นยังไม่ทันสมัยมากนัก แต่ผมก็จองซื้อเครื่องถอนขนไก่จำนวน 16 เครื่องกลับประเทศไทยดร.ชำนาญ ยุวบูรณ์ ซึ่งเป็นประธานสหกรณ์ได้ชี้แนะว่า “มีแค่เครื่องจักรอย่างเดียว ยังไม่สามารถจัดการแบบอัตโนมัติได้ เพราะขนาดของไก่ต้องเท่ากันด้วยถึงจะใช้การได้” ไก่เนื้อในประเทศไทยทั้งหมดเป็นไก่พันธุ์พื้นเมืองที่เกษตรกรเลี้ยงแบบปล่อย ทั้งขนาดและอายุของไก่ก็แตกต่างกัน “ทำอย่างไรถึงจะเลี้ยงไก่เนื้อออกมาให้ได้ขนาดเท่ากัน” ปัญหาใหญ่ข้อนี้เป็นปัญหาที่สหกรณ์ยังคงแก้ไขไม่ได้ ภายหลังเมื่อผมได้ทำงานที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผมได้แก้ไขปัญหานี้ได้สำเร็จ ทำให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ซึ่งเราจะพูดกันในช่วงหลัง ผมแต่งงานตอนอายุ 23 ปี ซึ่งตอนนั้นกำลังประสบความสำเร็จในชีวิต เมื่อผมตั้งใจจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลัง ความโชคร้ายก็มาเยือน ในช่วงทศวรรษ 2500 ประเทศจีนและอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งต่างก็เป็นประเทศสังคมนิยม เกิดข้อขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จากการที่จีนวิพากษ์วิจารณ์สหภาพโซเวียตว่าเป็นลัทธิแก้ (Revisionism : ประเทศสังคมนิยมที่เบี่ยงเบนตัวเองออกจากแนวทางของระบอบคอมมิวนิสต์ดั้งเดิมแล้วเดินไปเข้าสู่ระบอบทุนนิยม) ทำให้สหภาพโซเวียตไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงยุติความช่วยเหลือที่ให้แก่จีน โดยจีนต้องชำระหนี้คืนให้สหภาพโซเวียตก่อนกำหนด ตอนนั้นเศรษฐกิจจีนล่มสลายลง ต้องส่งออกสินค้าเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ แต่จีนยังขาดผลผลิตทางด้านอุตสาหกรรมที่จะส่งออก จึงเน้นส่งออกผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งก่อนเกิดกรณีพิพาท จีนส่งออกเนื้อหมูจำนวนมากไปยังสหภาพโซเวียตจนทำให้เกิดภาวะขาดแคลนเนื้อหมูในฮ่องกง แต่ภายหลังเมื่อจีนได้หันมาส่งออกยังฮ่องกงเป็นหลัก และส่งออกผลผลิตทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาเนื้อหมูและไข่ไก่ตกต่ำอย่างหนัก ไข่ไก่ที่สหกรณ์ขายไปฮ่องกงจึงประสบภาวะขาดทุน สภาพเงินทุนของเราตกต่ำ เดิมทีสหกรณ์เป็นองค์กรที่มุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งเกษตรกรเหล่านั้นไม่ได้มีเงินมากมาย ผมพยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหาและปรับปรุงการบริหารงานอย่างเต็มที่แต่ก็ยากจะแก้ไข...

Read More

เมื่อกลับมากรุงเทพฯ ผมได้เข้ามาช่วยพี่ชาย 2 คนทำงาน ทำให้มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ พอดีตอนนั้นท่านประธานมนตรี ซึ่งเป็นพี่ชายคนที่ 2 ของผม ได้ร่วมมือกับผู้ส่งออกรายหนึ่ง ทำธุรกิจส่งออกหมูไปฮ่องกง ท่านประธานมนตรีมอบหมายหน้าที่สำคัญ คือ การขนส่งหมูทางเรือให้ผมรับผิดชอบ เรือ 1 ลำ สามารถขนส่งหมูได้ครั้งละ 2,000-3,000 ตัว ซึ่งงานในสถานที่ที่ใช้ลำเลียงหมูนั้นรีบเร่งและยุ่งวุ่นวายมาก หมู 2,000-3,000 ตัว บนเรือจะเบียดกันไปมาในที่แคบๆ ใบมะพร้าวถูกนำมาใช้บังฝนบังลม ทุกครั้งเมื่อเรือเดินทางถึงฮ่องกง จะมีหมูตายเป็นจำนวนมาก เพื่อลดจำนวนการตายของหมู พี่ชายของผมจึงเสนอกับผมว่า ถ้าหมูตายน้อยลง 1 ตัว จะให้เงินรางวัลผม 100 บาท ดังนั้นถ้าหมูตายน้อยลงสัก 10 ตัว ผมก็จะได้เงิน 1,000 บาท สมัยนั้นถ้ามีเงินสัก 300 บาท ก็สามารถไปรับประทานอาหารในภัตตาคารที่หรูหราที่สุดของฮ่องกงได้แล้ว แถมยังมีเงินเหลืออีกมากด้วย หลังจากที่ผมได้สังเกตอย่างละเอียดแล้วก็พบว่า จำนวนหมูที่ตายมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการโคลงเคลงของเรือ การที่หัวเรือกระทบกับเกลียวคลื่นโดยตรง และโคลงเคลงอย่างแรง จึงทำให้หมูที่อยู่ในพื้นที่แคบๆ ชนกระแทกกันได้ง่ายมาก ซึ่งสาเหตุอาจมาจากทิศทางของลม แต่ถ้าจัดวางหมูไว้ช่วงกลางลำเรือในช่วงฤดูร้อน (พฤษภาคม-กันยายน) และจัดวางหมูไว้ช่วงท้ายเรือในฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) หมูจะตายน้อยลง ผมจึงเสนอกับหัวหน้าที่ดูแลเรื่องงานลำเลียงสินค้าที่ท่าเรือว่า ถ้าหมูตายลดลง 1 ตัว ผมจะให้เงินเขา 20 บาท หัวหน้างานยินดีรับข้อเสนอของผม...

Read More

หลังจากที่ผมกลับเมืองไทย ผมจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาไทย ชื่อภาษาจีนของผม “เจี่ยก๊กหมิน” เป็นชื่อที่คุณพ่อของผมตั้งให้ โดยออกเสียงตามภาษาจีนแต้จิ๋ว (ในภาษาจีนกลาง อ่านว่า “เซี่ยกั๋วหมิน”) ตอนที่ผมเดินทางจากฮ่องกงเพื่อกลับเมืองไทย ผมใช้หนังสือเดินทางที่มีชื่อภาษาจีนอยู่ ตอนนั้นประเทศจีนปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลไทยต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่ค่อยดีนัก “ธนินท์” เป็นชื่อไทยของผม ซึ่งมีข้าราชการในกองงานคนต่างด้าวช่วยตั้งให้ ผมไม่เข้าใจความหมายของชื่อ แต่ฟังแล้วไพเราะดี จึงตกลง ภายหลังก็ใช้ชื่อนี้มาโดยตลอด ชื่อไทยของผมจึงเป็นชื่อที่ผมไม่ได้ตั้งใจสรรหามา แต่ได้มาจากข้าราชการท่านนั้น “เจียรวนนท์” นามสกุลภาษาไทยของผมนี้ แรกเริ่มผมใช้ตามพี่ชายคือ ท่านประธานสุเมธ สมัยนั้นตอนที่ท่านประธานสุเมธกลับประเทศไทย ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ชื่อภาษาไทยเช่นกัน ภายหลังผมก็ใช้นามสกุลนี้ตามท่าน ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ฮ่องกงและกวางเจานั้น คุณพ่อได้ขยายกิจการไปมากแล้ว ร้านเจียไต๋จึง ซึ่งเป็นร้านขายเมล็ดพันธุ์ที่คุณอาของผมดูแล ขยายร้านออกไปจนเป็นร้านค้าใหญ่ นอกจากขายเมล็ดพันธุ์แล้ว เรายังเริ่มขายปุ๋ยและยาฆ่าแมลงด้วย หลังจากที่ท่านประธานจรัญและท่านประธานมนตรีเรียนจบจากเสฉวน ก็กลับมากรุงเทพฯ เพื่อช่วยกิจการของที่บ้าน ในปีพ.ศ. 2496 ท่านประธานจรัญได้เริ่มทำธุรกิจอาหารสัตว์ โดยท่านตั้งใจขยายกิจการออกไปเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรเป็นหลัก และตั้งชื่อบริษัทว่า “เจริญโภคภัณฑ์” หรือเรียกย่อๆ ภาษาอังกฤษว่า CP “เจริญโภคภัณฑ์ เป็นชื่อที่คุณพ่อบุญธรรมของพี่สะใภ้ผม ซึ่งเป็นนายทหารตั้งขึ้น เจริญ” หมายถึง เติบโต รุ่งเรือง และ“โภคภัณฑ์”หมายถึง สินค้าบริโภค ร้านเจียไต๋จึง ในยุคเริ่มแรก จนถึงปัจจุบันก็ยังใช้ชื่อเจียไต๋อยู่ และภายหลังเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ขยายกิจการไปยังประเทศจีน เราจึงใช้ชื่อ “เจิ้งต้า” (ภาษาจีนกลางของคำว่า เจียไต๋) เป็นชื่อบริษัทในประเทศจีน ช่วงปลายทศวรรษพ.ศ. 2500 ร้านเจริญโภคภัณฑ์ ได้ขยายกิจการไปเป็นธุรกิจขนาดกลาง ผมเริ่มช่วยพี่ชายบริหารส่วนงานอาหารสัตว์ อาหารสัตว์ที่บริษัทขายในตอนนั้นเน้นขายอาหารเลี้ยงไก่...

Read More

ผมอยู่ฮ่องกงจนอายุ 17 ปี ผมจะอ่านหนังสือทุกวัน นอกจากอ่านหนังสือแล้วก็ดูหนัง ผมฝันตั้งแต่เด็กว่าจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เพื่อนของผมคนหนึ่งมีพี่ชายเป็นดารา อายุของเขาประมาณ 18-19 ปี เพราะมีพี่ของเพื่อนที่เป็นดารา ผมจึงมีโอกาสได้เข้าไปดูโรงถ่ายภาพยนตร์ มีโอกาสสังเกตว่าเขาถ่ายทำกันอย่างไร และในตอนนั้นผมตั้งใจจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์จริงๆ ฮ่องกงในช่วงราวทศวรรษพ.ศ. 2490 ยังไม่ได้เจริญเหมือนทุกวันนี้ บนท้องถนนมีรถยนต์น้อยมาก คนจีนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็มีจำนวนมาก คนยากจนมักอาศัยในบ้านสังกะสีตามเชิงเขา คนรวยที่เคยอยู่ฮ่องกงย้ายออกไป ภายหลังฮ่องกงจึงค่อยๆเจริญขึ้นมา ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่ฮ่องกง ที่โรงเรียนใช้ภาษาจีนกวางตุ้งและภาษาอังกฤษ โรงเรียนที่ผมเคยเรียนนั้น ปัจจุบันไม่มีแล้ว คุณพ่ออยากให้ผมเรียนที่ฮ่องกง เพราะอยากให้ผมมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี หลังจากนั้นท่านอยากให้ผมไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ความคิดของคุณพ่อในตอนนั้นคือ อยากให้ผมตั้งใจศึกษาด้านการเกษตรที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกษตรกรรมที่พัฒนาแล้ว จะได้กลับมาช่วยงานที่บ้าน แต่ผมไม่ชอบชีวิตที่ต้องย้ายไปมาบ่อยๆ ผมเรียนภาษาไทยที่โรงเรียนอนุบาลในไทย ย้ายไปเรียนที่จีนเพื่อเรียนภาษาจีน (ภาษาจีนแต้จิ๋ว) แล้วยังย้ายไปกวางเจา เริ่มเรียนภาษาจีนกวางตุ้ง ย้ายมาฮ่องกง เพื่อเรียนภาษาจีนกวางตุ้งและภาษาอังกฤษ ถ้ายังต้องย้ายไปเรียนที่ออสเตรเลีย ผมก็ต้องเริ่มเรียนภาษาอังกฤษด้วยความยากลำบากอีก ตอนที่ย้ายไปเรียนที่ซัวเถา ผมรู้สึกลำบากที่ต้องเริ่มเรียนภาษาจีนใหม่ ถ้าย้ายไปเรียนที่ออสเตรเลียแล้ว ก็ต้องเริ่มเรียนภาษาอังกฤษใหม่ ผมไม่อยากปรับตัวใหม่อีก จึงตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ในตอนแรกผมต้องไปเรียนกับน้องสาว สุดท้ายน้องสาวของผมจึงไปเรียนต่อที่ออสเตรเลียคนเดียว ผมอาศัยอยู่ที่ฮ่องกงจนถึงปลายทศวรรษพ.ศ. 2490 ในตอนนั้นประเทศจีนมีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จากเดิมในช่วงเริ่มก่อตั้งชาติในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศจีนเคยสนับสนุนนักธุรกิจบริษัทเอกชนและต้อนรับชาวจีนโพ้นทะเล แต่ภายหลังมียโยบายแปรเปลี่ยนมาต่อต้านบริษัทเอกชนและระบบเศรษฐกิจทุนนิยม รัฐบาลเริ่มเวรคืนที่ดินของเอกชน และสนับสนุนเกษตรกรรมแบบคอมมูนแทน ด้วยเหตุนี้คุณพ่อซึ่งมีบริษัทและสวนเกษตรที่ซัวเถาจึงกลับกลายเป็นนายทุนและเจ้าของที่ดินที่รัฐบาลต้องการโค่นล้ม แต่ถือว่าคุณพ่อยังโชคดี เดิมทีคุณพ่อไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ แต่คุณพ่อเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร จำเป็นต้องเดินทางมารับการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ฮ่องกง คุณพ่อจึงได้ออกจากประเทศจีน ประจวบกับตอนนั้นฮ่องกงตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ จีนไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงการปกครองฮ่องกงได้ ฮ่องกงจึงถือว่าเป็นที่ที่ปลอดภัย คุณพ่อจึงรอดพ้นมาได้ ถ้าวันนั้นคุณพ่อออกจากจีนช้าไปนิดเดียว ท่านอาจไม่มีชีวิตรอดออกมาก็ได้ ภายหลัง...

Read More

ขณะเรียนอยู่ที่ซัวเถา ผมได้พบคุณครูผู้หญิงที่ผมจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต ท่านเป็นคุณครูประจำชั้นตอนผมเรียนที่ซัวเถา คุณครูท่านนั้นชื่อ เฉิน ซือฟู่ ตอนที่ผมมาซัวเถาใหม่ๆ ทุกอย่างรอบตัวแปลกใหม่สำหรับผมไปหมด เพื่อนๆ ก็มีไม่มาก ครูเฉินให้กำลังใจผมเป็นอย่างมาก ผมจำได้ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ครูเชียร์ผมให้ขึ้นไปพูดบนเวที ผมเลยขึ้นไปเล่านิทานพื้นบ้านของไทย ทุกคนต่างพากันขำขันกับเรื่องที่ผมเล่า ไม่นานผมก็เข้ากับเพื่อนๆ และสิ่งแวดล้อมใหม่ได้ ตอนนั้นครูเฉินซึ่งจบจากวิทยาลัยครู อายุยังไม่ถึง 30 ปี สามีของครูก็เป็นคุณครู อยู่ที่เมืองกิ๊กเอี๊ยว* ซึ่งอยู่ห่างจากซัวเถาออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไม่สบาย เลยไม่ได้ไปโรงเรียน ครูเฉินมาเยี่ยมผมที่โรงพยาบาลหลายครั้ง หลังจากผมออกจากโรงพยาบาลแล้ว ครูยังใช้เวลาช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนสอนเสริมให้ผมอีกด้วย ทำให้คุณครูไม่ได้กลับไปเจอครอบครัวที่เมืองกิ๊กเอี๊ยว ครูเฉินรักนักเรียนเหมือนรักลูกของท่านเอง คุณครูอ่อนโยนและใจดีกับนักเรียนทุกคนในห้อง ตอนที่ครูเป็นครูประจำชั้น ครูไม่เคยลางานเลยสักวันเดียว ถึงแม้ว่าคุณครูจะเป็นหวัด ไม่สบาย มีไข้ คุณครูก็ยังมาสอน เวลาครูไม่สบาย นักเรียนอย่างพวกเรามักจะไปบ้านครู ช่วยกันทำความสะอาดบ้านให้ครู ผมยังนำยาที่เอามาจากเมืองไทยไปให้ครูอีกด้วย ครูเฉินเป็นห่วงนักเรียนที่เรียนไม่ดีจะตามเพื่อนในห้องไม่ทัน ครูจึงให้นักเรียนในห้องช่วยกันติวหนังสือ มีนักเรียนบางคนซึ่งที่บ้านยังไม่มีไฟฟ้า ตอนกลางคืนจึงอ่านหนังสือ และทำการบ้านไม่ได้ บ้านของผมค่อนข้างกว้างขวาง ผมจึงรวมกลุ่มเพื่อนๆ มาติวหนังสือที่บ้านในตอนกลางคืน ผมแบ่งหัวข้อการติวให้เพื่อนๆ ผลัดกันมาติว วิธีการนี้ทำให้เพื่อนๆ สนใจการเรียนมากขึ้น ผมยังให้เพื่อนที่คะแนนการเรียนไม่ดีค้างคืนที่บ้านด้วย ตอนเช้าตื่นมาอ่านหนังสือกัน เพื่อนๆ เหล่านั้นเริ่มมีผลการเรียนดีขึ้น สุดท้ายผลคะแนนรวมของชั้นเรียนของผมได้เป็นอันดับ 1 ของโรงเรียน ผมเริ่มเป็นผู้นำตัวน้อยของห้อง ผมยังได้เป็นหัวหน้าการฝึกซ้อมการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลและชักเย่อของโรงเรียนอีกด้วย เพื่อนร่วมชั้นต่างพร้อมใจกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเอาชนะการแข่งขันทั้งสองรายการได้ การรวมกลุ่มเล็กๆ นี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการร่วมพลังสามัคคีกัน...

Read More

ผมเห็นทะเลและนั่งเรือครั้งแรกในชีวิตก็ตอนอายุ 11 ขวบ ผมนั่งเรือขนส่งลำใหญ่จากไทยไปซัวเถา เรือโคลงเคลงไปตามคลื่นทะเล คนจำนวนมากเมาเรือ แต่ผมไม่รู้สึกเมาเรือเลย หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ เรือก็เดินทางถึงบ้านเกิดของคุณพ่อที่ซัวเถา บ้านเกิดของคุณพ่ออยู่ที่หมู่บ้านเผิงจง อำเภอเถ่งไฮ่ ปัจจุบันอยู่ในการปกครองของเมืองซัวเถา คุณพ่อมีบ้านอยู่ที่นั่น ซัวเถาเป็นเมืองท่าเรือการค้า แบบของอาคารบ้านเรือนเป็นตึกแถวที่ติดถนนมีระเบียงแบบ “อาเขต” ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอาคารแบบตะวันตก คือ ถ้าเป็นอาคารสองชั้นจะทำเป็นกึ่งร้านค้ากึ่งที่อยู่อาศัย ชั้นล่างของอาคารจะมีหลังคายื่นออกมาติดต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ เพื่อให้มีทางเท้าที่ขนานไปกับถนน ทั้งยังเป็นทางเดินที่มีที่ช่วยบังแดด บังฝนให้คนเดินเท้าอีกด้วย อาคารแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ของซัวเถา ผมอาศัยบนชั้น 3 ของอาคาร ตอนนี้อาคารนั้นก็ยังอยู่ แต่ไม่มีคนอาศัยแล้ว สมัยนั้นคุณพ่อของผมมักไม่ค่อยอยู่บ้าน แต่จะไปอยู่ที่สวน ตอนที่ผมอยู่ซัวเถา ไม่มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเลย เพราะตอนที่อยู่กรุงเทพฯ ผมใช้ภาษาแต้จิ๋วสื่อสารกับคุณแม่อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของผมในเรื่องการสื่อสารอยู่ที่ตัวอักษรจีน ตอนผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมได้เรียนภาษาจีนที่โรงเรียนแรกได้เพียง 1 ปี หลังจากนั้นพอย้ายมาเรียนที่โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัยก็ไม่ได้เรียนภาษาจีน อีก เพราะที่โรงเรียนสอนแต่ภาษาไทย ผมเข้าไปเรียนชั้น ป.4 ที่ซัวเถา ต้องเริ่มเรียนภาษาจีนใหม่ ในสมัยนั้น นักเรียนที่อยู่ในชั้นเดียวกันมีอายุต่างกันมาก สาเหตุเพราะเมื่อเกิดการก่อตั้งชาติจีนใหม่ คนที่ไม่เคยได้เรียนหนังสือแต่มีอายุมากแล้ว ก็มีโอกาสได้เรียนหนังสืออีกครั้ง ประกอบกับมีลูกหลานชาวจีนอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้กลับมาเรียนที่ซัวเถา เด็กๆ เลยถูกมาเรียนรวมกัน ตอนนั้นผมก็ถือว่าอายุมากในชั้นเรียนเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ใช่เด็กโตสุด เพื่อนร่วมชั้นบางคนอายุมากกว่า 15 ปี ผมไม่อยากให้เพื่อนๆ ล้อ จึงตั้งใจเรียนภาษาจีนโดยซื้อพจนานุกรมภาษาแต้จิ๋วมาจากร้านขายหนังสือ และขอยืมหนังสือเรียนของเพื่อน ป.1 และ...

Read More

ผมไม่คิดไม่ฝันเลยว่า วันหนึ่งจะได้มาเป็นนักธุรกิจ ตอนที่ผมยังเป็นเด็กอยู่นั้น ผมฝันอยากจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ผมหลงใหลหนังฮ่องกง ผมชอบดูหนังแอ๊คชั่น ผมเคยลองเขียนบทภาพยนตร์เองด้วย และยังเคยแสดงละครที่ตัวเองเขียนบทขึ้นให้คุณครูและเพื่อนๆ ได้ชม นอกจากนี้ผมยังชอบมายากล สมัยนั้นยังไม่มีโทรทัศน์ ผมดูการแสดงมายากลครั้งแรกที่โรงละคร ผมขอให้นักมายากลสอนผมเล่นมายากลบ้าง พอกลับมาบ้านผมก็ฝึกเล่นมายากลเอง จนสามารถเสกนกพิราบออกจากกล่องได้ และยังเสกข้าวสารออกจากกระป๋องเปล่าได้ด้วย โรงเรียนแห่งแรกที่ผมเข้าเรียนคือชั้นอนุบาลโรงเรียนจีนที่เปิดสอนใน กรุงเทพฯ การเรียนการสอนใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ส่วนภาษาจีนสอนวันละ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นผมก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำในจังหวัดราชบุรี สิ่งแวดล้อมที่นั่นเหมาะสมกับการเรียนเป็นอย่างมาก และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมต้องจากบ้าน ต้องดูแลรับผิดชอบเกือบทุกสิ่งด้วยตนเอง เพื่อนร่วมชั้นในตอนนั้นส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย บางคนมาไกลจากมาเลเซีย เพื่อนๆ จำนวนมากเป็นลูกหลานชาวจีน แต่ที่โรงเรียนไม่มีการสอนภาษาจีน สอนแต่ภาษาไทย ทำให้การเรียนภาษาจีนของผมขาดช่วงไประยะหนึ่ง ภายหลังเมื่อต้องเรียนภาษาจีนอีกครั้ง ผมจึงลำบากไม่น้อย ชั่วโมงสันทนาการที่โรงเรียนส่วนใหญ่เป็นการออกกำลังกาย และจะมีการสอนชกมวยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เวลาเพื่อนๆ ในชั้นเรียนทะเลาะกัน บางครั้งก็ใช้มวยมาตัดสิน ผมชอบเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 9 ขวบ ผมเริ่มเลี้ยงไก่ชนกับนกพิราบ แต่เพราะผมเรียนในโรงเรียนประจำ จึงไม่อนุญาตให้นักเรียนเลี้ยงสัตว์ ผมจึงนำไก่ชนและนกพิราบไปฝากเลี้ยงไว้ที่บ้านของอาจารย์ ปัจจุบันผมก็ยังคงชอบไก่ชน ถ้ามีเวลาว่าง ผมก็มักจะไปดูการชนไก่เสมอๆ ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา คุณพ่อติดอยู่ที่มาเลเซีย หลังจากสงครามยุติลง จึงได้กลับประเทศไทย คุณพ่ออยู่ที่ไทยได้ไม่นานก็ไปซัวเถา นอกจากคุณพ่อจะเปิดร้านเจียไต๋จึงที่กรุงเทพฯ แล้ว ยังเปิดร้านกวงไต๋ในซัวเถาอีกด้วย ร้านกวงไต๋ที่ซัวเถาส่งออกเมล็ดพันธุ์ ซึ่งคุณพ่อตั้งใจคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ซัวเถาเป็นอย่างดี เดือนสิงหาคม ปีพ.ศ. 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นถอยทัพกลับ ภายหลังจีนก็เกิดสงครามในประเทศซึ่งลุกลามขยายเป็นวงกว้าง...

Read More

แม้ว่าคุณพ่อจะเปิด “ร้านเจียไต๋จึง” ที่กรุงเทพฯ แต่ก็มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซัวเถาตั้งแต่สมัยเริ่มทำธุรกิจในเมืองจีน เมล็ดพันธุ์ที่เราพัฒนาที่ซัวเถา จะส่งผ่านฮ่องกง แล้วเข้ามาประเทศไทย และส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ รวมทั้งประเทศอินเดียด้วย เมล็ดพันธุ์ที่คุณพ่อขายสามารถปลูกได้ในประเทศเขตร้อนทุกประเทศ เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาปะทุขึ้นในเดือนธันวาคม ปีพ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นได้ตัดขาดเส้นทางการเดินเรือจากไทยไปจีน ถึงกระนั้นคุณพ่อก็ไม่ได้นิ่งเฉย แต่ย้ายไปอยู่ที่สาขาย่อยในมาเลเซีย แต่คาดไม่ถึงว่ามาเลเซียก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครอง คุณพ่อจึงออกจากประเทศมาเลเซียไม่ได้ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง คุณพ่อจึงได้กลับมาประเทศไทยอีกครั้ง ในช่วงนั้นท่านประธานจรัญและท่านประธานมนตรีเรียนอยู่ที่มณฑลเสฉวน ทั้งสองท่านก็ไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศจีนได้เช่นกัน ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะเข้ามาตั้งฐานทัพในไทย รัฐบาลไทยได้ลงนามร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ไทยจึงรอดพ้นจากภัยสงครามมาได้ ช่วงสมัยสงครามนี้เอง คุณอาของผมได้เข้ามาช่วยดูแลร้านแทนคุณพ่อ ด้วยคุณพ่อไม่ค่อยได้อยู่ที่ประเทศไทย ชีวิตในวัยเด็กของผมจึงมีความผูกพันกับคุณแม่เป็นอย่างมาก คุณแม่เป็นคนจิตใจอ่อนโยน คิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอ จะเห็นได้จากเมื่อถึงเวลากินข้าว คุณแม่มักจะพูดกับคนงานในบ้านว่า “พวกเธอเตรียมกับข้าวเสร็จแล้ว ฉันก็หิวแล้ว พวกเธอก็คงหิวเช่นกัน งานตรงนี้ไม่มีอะไรแล้ว พวกเธอก็ไปกินข้าวกันเถอะ” เสียงที่อ่อนโยนของคุณแม่ยังคงวนเวียนอยู่ที่ข้างหูผมเสมอมา คุณตาของผมก็เป็นคนแต้จิ๋ว ครอบครัวของท่านทำการค้าใหญ่มาก แต่ภายหลังโชคร้าย ครอบครัวของคุณตาประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้คนในครอบครัวต้องระหกระเหินกันไปคนละทาง ในสมัยนั้นคุณแม่ยังเป็นเด็ก เมืองแต้จิ๋วเกิดภัยธรรมชาติทางทะเลครั้งใหญ่ มีคนตายจำนวนนับไม่ถ้วน บ้านของคุณแม่ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากทะเล ถูกพายุพัดจนไม่เหลืออะไรเลย คุณยายเสียชีวิต คนในครอบครัวล้มหายตายจาก พี่น้องของแม่ แม้ว่าจะรอดชีวิตมาได้ แต่ก็จำเป็นต้องแยกย้ายไปคนละทิศละทาง เพราะที่บ้านถูกพายุทำลายจนไม่เหลือสมบัติอะไร ส่วนคุณตาก็ย้ายมากรุงเทพฯ อาจจะด้วยเหตุผลนี้เอง คุณแม่จึงมีอุปนิสัยใจคอที่อ่อนโยน เป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และชอบช่วยเหลือคนที่ลำบากอยู่เสมอ คุณแม่ดูแลญาติพี่น้องเป็นอย่างดี ทุกสัปดาห์คุณแม่ต้องไปเยี่ยมญาติ และให้เงินพวกเขาอยู่เสมอ เงินของคุณแม่ส่วนใหญ่นำไปช่วยเหลือคนที่ลำบากทั้งสิ้น คุณแม่มักจะพูดกับคนรอบข้างเสมอว่า “เงินนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือลูกๆ ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของแม่” เมื่อ...

Read More

ผมเกิดในปีพ.ศ. 2482 ในย่านเยาวราช ซึ่งเป็นถนนเก่าแก่สายหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่มีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันถนนสายนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปแล้ว คุณพ่อของผมเปิด “ร้านเจียไต๋จึง” บริเวณใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ร้านอยู่ห่างจากท่าเรือแค่ประมาณ 200 เมตร สมัยนั้นยังไม่มีรถยนต์ แม่น้ำเจ้าพระยาจึงเป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ พ่อค้าและชาวนาต่างก็นั่งเรือสัญจรไปมา ข้างๆ ท่าเรือมีตลาดแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ที่เกษตรกรนำสินค้าเกษตรมาขาย เป็นตลาดที่คึกคัก พอเกษตรกรขายของเสร็จ ก็จะมาซื้อเมล็ดพันธุ์จากร้านเจียไต๋กลับไปเพาะปลูก คุณพ่อของผมแต่งงานตั้งแต่ครั้งที่อยู่เมืองแต้จิ๋ว หลังจากที่กิจการเริ่มประสบความสำเร็จแล้ว คุณพ่อจึงรับคุณแม่มาอยู่ที่เมืองไทยด้วย คุณพ่อเปิดสำนักงานใหญ่บนถนนฝั่งตรงข้ามกับร้านเจียไต๋ โดยชั้น 1 เป็นสำนักงานและที่เก็บของ ชั้น 2 และชั้น 3 เป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นดาดฟ้าเอาไว้ตากเมล็ดพันธุ์ ผมเกิดบนชั้น 3 ของบ้าน ท่านชนม์เจริญและครอบครัวอาศัยอยู่บนชั้น 2 สมัยนั้นที่บ้านไม่ให้ผมเข้าไปยุ่งที่สำนักงานเลย จะอนุญาตให้ผมเล่นที่หลังบ้านอย่างเดียว ผมจำได้ว่าที่ชั้น 1 มีกระป๋องที่เอาไว้ใส่เมล็ดพันธุ์เต็มไปหมด เมล็ดพันธุ์นี้ดูแลรักษาค่อนข้างยาก แห้งไปก็ไม่ได้ ชื้นไปก็ไม่ดี ดังนั้นการบรรจุลงกระป๋องอย่างมิดชิด จึงเป็นการรักษาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ไว้อย่างดี ที่สำนักงานมีพนักงาน 3 คน หนึ่งในนั้นคือมิสเตอร์ Alexander Campbell ซึ่งเป็นลูกจ้างชาวอังกฤษ มีหน้าที่แปลเอกสารภาษาต่างประเทศต่างๆ และเขียนจดหมายธุรกิจที่เป็นภาษาต่างประเทศ เขามีห้องทำงานส่วนตัว ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าห้องทำงานของคุณพ่อเสียอีก ในห้องของมิสเตอร์ Alexander Campbell ยังมีห้องรับแขกแยกต่างหาก นอกจากนี้ก็ยังมีพนักงานคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้อีกด้วย ปัจจุบันบรรยากาศบริเวณร้านเจียไต๋จึงยังคงเหมือนกับสมัยที่ผมยังเป็น เด็ก บริษัทเจียไต๋ในปัจจุบันยังคงขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง สถานที่ที่ผมเกิด ได้กลายเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่...

Read More

คุณพ่อของผมชอบของใหม่ๆ หลังจากที่ท่านเปิด “ร้านเจียไต๋จึง” แล้ว ท่านได้เริ่มใช้ตราเรือบิน (เครื่องบิน) แม้ว่าเมล็ดพันธุ์และเครื่องบินจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กันเลย แต่คุณพ่อบอกว่า “เรือบิน (เครื่องบิน) เป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยี และแสดงถึงความทันสมัย” จึงได้ประทับตราเรือบินลงบนบรรจุภัณฑ์ของทางร้าน สมัยนั้นร้านเจียไต๋ขายเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาว ผักกาดเขียว หัวผักกาด โดยบรรจุใส่ถุงเล็กๆ ซึ่งเป็นถุงกระดาษที่พิมพ์สี แม้ว่าจะมีคนคิดว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม เพราะเป็นสินค้าที่ขายให้แค่เกษตรกร แต่คุณพ่อท่านไม่คิดเช่นนั้น นอกจากนี้บนถุงกระดาษยังได้พิมพ์วันหมดอายุของเมล็ดพันธุ์ไว้อีกด้วย ถ้าหากซื้อไปแล้ว สินค้าหมดอายุ ลูกค้าสามารถนำมาเปลี่ยนใหม่ได้ วิธีการขายสินค้าแบบนี้ เราจะไม่ได้พบเห็นมากนักในสมัยนั้น คุณพ่อพูดกับผมเสมอว่า “งานปลูกผักเป็นงานที่หนัก ชาวสวนต้องรดน้ำทุกวัน ถ้าเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกลงไปไม่ขึ้น ชาวสวนก็ขาดทุนย่อยยับ ดังนั้นเราต้องไม่ทำให้ลูกค้าขาดทุน” แม้ว่าคุณพ่อจะไม่ได้มีการศึกษาสูง แต่กลับมีความสามารถในการสังเกตแบบนักวิทยาศาสตร์ ท่านพบว่าคนกรุงเทพฯ ในสมัยก่อนนิยมเลี้ยงไก่บนชั้นดาดฟ้าของบ้าน แต่ไก่ที่เลี้ยงจะไม่ค่อยออกไข่ คุณพ่อสังเกตว่าไก่พวกนั้นกินแต่หนอนกับหญ้า คุณพ่อคิดว่าไก่พวกนั้นอาจจะขาดสารอาหาร จึงนำปลาป่นมาผสมกับรำข้าว ทำเป็นอาหารให้ไก่กิน นอกจากนี้ยังให้ไก่กินผักและเปลือกหอยบดเพิ่ม คุณพ่อไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการและสารอาหาร ท่านไม่รู้จักโปรตีน ไม่รู้จักแคลเซียม แต่เพราะท่านเป็นคนช่างสังเกต จึงทดลองทำอาหารสัตว์ ปรากฏว่าไก่ที่เคยไม่ออกไข่ หลังจากที่กินอาหารที่คุณพ่อผสม ก็เริ่มออกไข่ทุกวัน คุณพ่อของผมยังชอบพัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ผัก ท่านมีสวนผักที่เมืองแต้จิ๋วและเมืองไทย โดยท่านจะเลือกเฉพาะพันธุ์ผักที่ดี เพื่อมาขยายพันธุ์ต่อ จะเห็นได้ว่าความรู้ที่คุณพ่อมี ไม่ได้เป็นความรู้จากการเรียนในโรงเรียนเลย แต่เป็นความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์เป็นหลัก      ผมรู้สึกภูมิใจมากที่ได้มีบุคลิกเหมือนคุณพ่อ ตรงที่เป็นคนชอบศึกษาสิ่งแปลกใหม่และมีความสามารถในการสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว คุณพ่อของผมให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและให้ความสำคัญกับลูกค้า นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่กิจการค้าเมล็ดพันธุ์ผักเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อกิจการเติบโตขึ้น คุณพ่อจึงให้ท่านชนม์เจริญ ซึ่งเป็นคุณอาคนที่ 3 ของผมมาช่วยกิจการที่ร้าน คุณพ่อให้ความสำคัญกับคุณภาพของเมล็ดพันธุ์มากที่สุด ท่านจะรับเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีมาขายเท่านั้น...

Read More